น่าน – กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในพื้นที่ตำบลเชียงของ อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน หลังเกิดข้อขัดแย้งภายในวัดน้ำหิน กรณีคณะกรรมการวัดมีมติให้เจ้าอาวาส พร้อมสุนัขและแมวกว่า 20 ชีวิต ออกจากวัดภายในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคมนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสัตว์จำนวนมากที่อาศัยอยู่ภายในวัด จนเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก และทำให้ชาวบ้านแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย

ขณะที่เมื่อกลางดึกของคืนวันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา เจ้าอาวาสได้ย้ายออกจากวัดไปจำวัดอยู่กับเจ้าคณะตำบลชั่วคราว ส่งผลให้กระแสดราม่ายิ่งทวีความรุนแรง โดยมีทั้งผู้ที่เห็นใจพระ และผู้ที่เห็นด้วยกับการแก้ไขปัญหาของคณะกรรมการวัด
ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่เช้าวันนี้ พบว่าประตูทางเข้าวัดทุกด้านถูกล็อกด้วยกุญแจ ไม่สามารถเข้าไปภายในวัดได้ แต่ยังมองเห็นสุนัขและแมวจำนวนหนึ่งเดินอยู่ภายในบริเวณวัด ขณะที่ชาวบ้านยังคงเดินทางมาสอบถามและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

กรรมการวัดน้ำหิน เปิดเผยว่า ปัญหาสุนัขและแมวจำนวนมากภายในวัดเกิดขึ้นสะสมมานาน โดยเฉพาะแมวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมีผู้นำสัตว์มาปล่อยทิ้งไว้ที่วัดเป็นประจำ ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่การเลี้ยงสัตว์ แต่เป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้มาทำบุญและประกอบศาสนกิจ กลิ่นเหม็นจากอึและฉี่ของแมวรุนแรงมาก โดยเฉพาะภายในกุฏิและวิหาร เวลาชาวบ้านเข้ามาทำบุญ ประชุม หรือประกอบพิธีทางศาสนา ต่างบ่นว่าเหม็นจนทนไม่ไหว นอกจากนี้แมวยังขึ้นโต๊ะ ปีนฝ้าเพดาน ทำให้ฝ้าและทรัพย์สินของวัดได้รับความเสียหาย

กรรมการวัดยอมรับว่า เจ้าอาวาสเป็นพระที่รักสัตว์และมีเมตตา เห็นสัตว์ถูกนำมาทิ้งก็ให้อาหารและปล่อยให้อาศัยอยู่ แต่เมื่อจำนวนสัตว์เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงกลายเป็นภาระและส่งผลกระทบต่อวัดและชุมชน พร้อมยืนยันว่า พระท่านประพฤติดี เป็นพระนักพัฒนา กวาดวัด ทำความสะอาดทุกวัน ส่วนข่าวที่ว่ากรรมการวัดขับไล่พระนั้น ไม่เป็นความจริง เราเพียงต้องการแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับวัด ไม่ได้มีเจตนาขับไล่พระ

ขณะที่ด้าน เจ้าอาวาส ซึ่งขณะนี้ได้ย้ายออกจากวัด มาจำวัดอยู่ที่วัดหนองบัว ต.ศรีษะเกษ ยอมรับรักสัตว์ แต่ไม่ได้เป็นผู้นำมาเลี้ยง สงสารสุนัขกับแมวที่ถูกนำมาปล่อยไว้ที่วัด พอเห็นก็สงสาร จึงให้อาหาร ให้น้ำ เพราะปล่อยให้อดตายก็ทำไม่ได้ ขณะนี้กำลังเร่งประสานผู้ใจบุญและเครือข่ายช่วยเหลือสัตว์ เพื่อหาบ้านใหม่ให้สุนัขและแมวทั้งหมด แต่ยอมรับว่ายังกังวลว่าจะดำเนินการไม่ทันภายในวันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม ซึ่งเป็นกำหนดเวลาที่คณะกรรมการวัดแจ้งไว้ อาตมาก็อยากให้ทุกฝ่ายช่วยกันหาทางออกที่ดีที่สุด ทั้งกับวัดและกับสัตว์ เพราะทุกชีวิตก็มีคุณค่า

อย่างไรตาม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ประชาชนในพื้นที่แบ่งออกเป็นสองกระแสอย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าคณะกรรมการวัดจำเป็นต้องแก้ไขปัญหา เพราะสภาพภายในวัดส่งกลิ่นเหม็น ความสะอาดลดลง และกระทบต่อผู้ที่มาปฏิบัติศาสนกิจ รวมถึงทรัพย์สินของวัดได้รับความเสียหาย อีกฝ่ายกลับมองว่า การให้เจ้าอาวาสและสัตว์ออกจากวัดในเวลาอันจำกัด อาจกระทบต่อสวัสดิภาพของสุนัขและแมวกว่า 20 ชีวิต พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้ความเมตตาและช่วยกันหาทางออกที่เหมาะสม มากกว่าการผลักภาระให้สัตว์ที่ถูกนำมาปล่อยทิ้ง

กรณีที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความขัดแย้งระหว่างวัดกับสัตว์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนปัญหาการนำสัตว์ไปปล่อยทิ้งตามวัด ซึ่งเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ จนกลายเป็นภาระของพระสงฆ์และชุมชน เมื่อจำนวนสัตว์เพิ่มขึ้น ปัญหาด้านกลิ่น สุขอนามัย ความเสียหายของทรัพย์สิน และค่าใช้จ่ายในการดูแลก็เพิ่มขึ้นตาม ขณะเดียวกัน หากขับไล่สัตว์ออกไป ก็อาจกระทบต่อชีวิตของสัตว์เหล่านั้นเช่นกัน

ขณะนี้ทุกฝ่ายยังจับตาว่า ก่อนถึงเส้นตายในวันที่ 19 กรกฎาคม จะสามารถหาทางออกร่วมกันได้หรือไม่ เพื่อให้ทั้งวัด พระสงฆ์ ชุมชน และสุนัข-แมวกว่า 20 ชีวิต ได้รับการแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสมและเกิดผลกระทบน้อยที่สุด.


.